History of Australia

history

ออสเตรเลีย (Australia) มาจากคำในภาษาละตินว่า Australis หมายถึง ทิศใต้ โดยมีตำนานถึง “ดินแดนทางใต้ที่ไม่รู้จัก” (terra australis incognita)

ประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลีย

เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคม หรือก่อนที่ชาวยุโรปจะอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ทวีปออสเตรเลีย ขณะนั้น ได้มีชนพื้นเมือง (Indigenous Australians) ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย ประกอบด้วย ชาวอะบอริจิน (Aborigine) และชาวเกาะทอร์เรสเทรต (Torres Strait Islanders) พูดภาษาท้องถิ่น มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ระบบสังคมมีความสลับซับซ้อนและมีการพัฒนาประเพณีสูงมาก จนสะท้อนผ่านความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งต่อแผ่นดิน ศาสนาและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองมักจะมีความเกี่ยวข้องกับแผ่นดิน ท้องฟ้า และทะเล

ชาวประมงและพ่อค้าชาวเอเชียได้ติดต่อกับคนพื้นเมืองออสเตรเลียเป็นเวลานานหลายศตวรรษ ก่อนยุคของการแผ่ขยายของชาวยุโรป

การค้นพบออสเตรเลียของชาวยุโรปได้รับการบันทึกไว้ครั้งแรกในเดือนมีนาคม ค.ศ.1606 เมื่อชาวนักสำรวจชาวดัชท์ วิลเลม แจนสซูน (Willem Janszoon, 1571–1638) ทำแผนที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของเคป ยอร์ก เพนินซูลา (Cape York Peninsula) ในมลรัฐควีนสแลนด์ จากการค้นพบครั้งนั้น ทำให้เริ่มมีการทำแผนที่ชายฝั่งตะวันตกและทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย และเรียกดินแดนที่ค้นพบนี้ว่า นิวฮอลแลนด์ (New Holland) แต่ขณะนั้นยังไม่มีความตั้งใจที่จะประกาศยึดครองดินแดนดังกล่าว ต่อมาในปีเดียวกัน นักสำรวจชาวสเปนหลุยส์ วาเอซ เดอ ทอเรส (Luis Vaez de Torres) ได้เดินเรือผ่านเข้าไปในออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี

จากนั้นในปี ค.ศ.1688 วิลเลียม แดมเพียร์ (William Dampier) เป็นนักสำรวจชาวอังกฤษคนแรกที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานบนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย

ต่อมาในปี ค.ศ.1770 กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) ชาวอังกฤษ ได้ล่องเรือมาสำรวจและได้จัดทำแผนที่ทางด้านชายฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย และได้ตั้งชื่อดินแดนแถบนั้นว่า นิวเซาท์เวลส์ (New South Wales) พร้อมกันนั้น ได้ประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรยึดครองออสเตรเลียในฐานะอาณานิคม และได้ใช้ดินแดนนี้เป็นอาณานิคมสำหรับนักโทษ (Penal Colony) โดยนักโทษกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงอ่าวซิดนีย์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1788 (ต่อมาเป็นวันชาติออสเตรเลีย) นับจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานในทวีปออสเตรเลียของชาวอังกฤษ นอกจาก ผู้ตั้งถิ่นฐานในยุคแรกส่วนใหญ่จะเป็นนักโทษและครอบครัวของทหารแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ที่ตั้งใจย้ายมาตั้งรกรากใหม่ซึ่งรวมถึงชนชาติอื่น ๆ เช่น กรีก อิตาเลี่ยน ชาวยุโรปอื่น ๆ และมาเลเซีย เป็นต้น โดยเริ่มตั้งรกรากที่ซิดนีย์

ใน ค.ศ. 1800 เกิดการ “ตื่นทอง” (Gold rush) ส่งผลให้ผู้ที่มิใช่นักโทษอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยกลุ่มคนที่มามีทั้งชาวอังกฤษ ไอร์แลนด์ เยอรมัน จีน นอกจากนี้ ยังมีชาวแอฟริกันอพยพย้ายมาด้วย โดยมีการนำเอาอูฐมาด้วย เพื่อออกสำรวจในพื้นที่ด้านในทวีป โดยเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานบนเกาะแทสเมเนีย หรือชื่อที่เรียกในขณะนั้นคือ ฟานไดเมนส์แลนด์ (Van Diemen’s Land) ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.1825 แยกออกมาเป็นรัฐอาณานิคมอีกรัฐหนึ่ง

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1850 อุตสาหกรรมขนสัตว์ การขุดทอง การขาดแคลนแรงงาน แผ่นดินอันกว้างใหญ่สำหรับการเพาะปลูก การทำเหมืองแร่ และการค้าขาย ได้ทำให้ออสเตรเลียเป็นดินแดนแห่งโอกาส และเป็นแรงกระตุ้นให้คนจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกหลั่งไหลมาตั้งรกรากในดินแดนออสเตรเลียเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ในปี ค.ศ.1829 สหราชอาณาจักรได้ประกาศยึดครองดินแดนทางฝั่งตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย และได้แยกดินแดนนี้จากนิวเซาท์เวลส์ออกมาเป็นอีกหลายมลรัฐ ได้แก่ รัฐออสเตรเลียใต้ ในปี ค.ศ.1836 รัฐนี้เรียกว่าเป็นพื้นที่เสรี (Free Province) คือ เป็นรัฐที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรองรับนักโทษ (Penal Colony) รัฐวิคตอเรีย ในปี ค.ศ.1851 และรัฐควีนสแลนด์ ในปี ค.ศ.1859 ในส่วนของเขตการปกครองนอร์เทอร์น เทอร์ริทอรี (Northern Territory) ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1911 โดยเป็นส่วนที่ตัดออกมาจากรัฐออสเตรเลียใต้

ในปี ค.ศ.1848 นับเป็นปีแห่งการยุติการขนส่งนักโทษมายังทวีปออสเตรเลีย เนื่องจากมีการรณรงค์ยกเลิกมาตรการดังกล่าวโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน ประเทศออสเตรเลียจึงไม่ใช่ดินแดนอาณานิคมของนักโทษอีกต่อไป สรุปนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1788 มีชายหญิงประมาณ 160,000 คน ที่อพยพไปออสเตรเลียในฐานะเสมือนนักโทษ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ชนพื้นเมืองของออสเตรเลียได้เผชิญความยากลำบาก จากการรุกรานของผู้อพยพที่อ้างสิทธิในฐานะเจ้าอาณานิคม มีการขับไล่ออกจากพื้นที่ และการเข้ายึดทรัพย์ ในขณะเดียวกัน ชนพื้นเมืองต้องอยู่อย่างแร้นแค้น เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยและการเสียชีวิต ตลอดจนวิถีชีวิตดั้งเดิมและธรรมเนียมปฏิบัติถูกทำลาย

ก่อนที่ชนชาติยุโรปจะย้ายถิ่นฐานมาที่ทวีปออสเตรเลีย บนทวีปนี้มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ ซึ่งจำนวนประชากรในขณะนั้นคาดว่าประมาณ 315,000 คน แต่วิถีชีวิตของชนพื้นเมืองเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไปเมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองและประกาศเป็นพื้นที่อาณานิคม ซึ่งต่อมาทำให้ชนพื้นเมืองมีจำนวนลดน้อยลง โดยในช่วงปี ค.ศ.1930 จำนวนประชากรลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรเริ่มแรก

บรรดาผู้สถาปนาชาติใหม่เชื่อว่าพวกเขาได้สร้างสิ่งใหม่ ๆ และหลีกเลี่ยงกับดักของโลกเก่า เขาต้องการให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสามัคคีปรองดอง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดหลักความเสมอภาคของมนุษย์ รวมถึงมีแนวคิดที่ก้าวหน้าเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามวิถีแห่งประชาธิปไตยและเห็นคุณค่าการลงคะแนนเสียงแบบลับ และหนึ่งในพระราชบัญญัติฉบับแรก ๆ ของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐใหม่คือการผ่าน Immigration Restriction Act 1901 ที่จำกัดการอพยพย้ายถิ่นเพียงชาวยุโรปโดยกำเนิดเท่านั้น

ใน ค.ศ. 1914 ออสเตรเลียได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างมาก ผู้ชายออสเตรเลียเกือบ 3 ล้านคน และอาสาสมัครเกือบ 400,000 คนต้องเข้าร่วมรบในสงคราม ผลจากสงครามทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 60,000 คนและได้รับบาดเจ็บหลายหมื่นคน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังของออสเตรเลียมีส่วนสนับสนุนครั้งสำคัญในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับยุโรป เอเชียและภาคพื้นแปซิฟิก ได้เข้าสู้รบในสงครามและได้รับชัยชนะอย่างน่าภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลก เป็นเวลาที่ประเทศไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจตกต่ำ และสถาบันทางการเงินของออสเตรเลียหลายแห่งล้มลง

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือหลังจากปี ค.ศ.1945 ออสเตรเลียได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความเจริญรุ่งเรือง ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเรือนแสนเข้ามาอาศัยในออสเตรเลียในช่วงหลังสงครามทันที อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งและเกิดความต้องการแรงงานอย่างมาก ผู้หญิงจำนวนมากเข้าไปทำงานในโรงงาน ขณะที่ผู้ชายที่กลับจากการออกรบในสงครามสามารถเข้ามาทำงานต่อได้

ที่สำคัญ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียมีนโยบายที่ไม่แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติในระดับสากลและที่นี่จึงเป็นบ้านสำหรับประชาชนที่มาจากกว่า 200 ประเทศ

ในช่วงทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจออสเตรเลียพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับชาติ เช่น Snowy Mountains Scheme ซึ่งเป็นแผนกำลังไฟฟ้าพลังน้ำ ตั้งอยู่ในภูเขาบริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย รวมถึงชานเมืองออสเตรเลียก็เริ่มมีความเจริญแผ่ไปถึง ทำให้อัตราผู้เป็นเจ้าของบ้านเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 40 ในปี ค.ศ.1947 เป็นร้อยละ 70 ในทศวรรษ 1960

การพัฒนาอื่น ๆ รวมถึงการขยายของโปรแกรมความปลอดภัยทางสังคมของรัฐบาลและการเริ่มเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์ และในปี ค.ศ.1956 เมืองเมลเบิร์นได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก ทำให้ออสเตรเลียได้ส่องแสงประกายไปในระดับนานาชาติ

ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1967 ชาวออสเตรเลียได้ลงประชามติระดับชาติ โดยมีคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้รัฐบาลแห่งชาติมีอำนาจผ่านกฎหมายที่ทำในนามของชนพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อพัฒนาเงื่อนไขความเป็นอยู่ของชาวอะบอริจินและชาวเกาะทอเรส สเตรท ซึ่งในปัจจุบันจำนวนชนพื้นเมืองมีอยู่มากกว่าร้อยละ 2 ของประชากรทั้งประเทศเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้ดำเนินบทบาทที่สำคัญ โดยการพยายามสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองและที่มิใช่ชนพื้นเมือง การดำเนินการที่สำคัญ คือ การออกมากล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ในกรณีที่มีการแยกเด็กชาวพื้นเมืองออกจากครอบครัวดั้งเดิมเพื่อต้องการลบล้างวัฒนธรรม

ประเทศออสเตรเลียในปัจจุบัน นับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการศึกษา


ที่มารูป http://www.biogenidec.com.au/files/billeder/Australia/AustralianHistoryPic.jpg