ประวัติ "เควิน รัดด์" กับการหวนคืนตำแหน่งนายกฯ ออสเตรเลีย

Kevin-Rudd

Face of the week ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2556 มาทำความรู้จักกับ นายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนใหม่ จากพรรคแรงงานกันให้มากขึ้น

นายเควิน รัดด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 55 ปี เขาเป็นลูกชาวนา ซึ่งทำงานอยู่ในฟาร์ม ทางตอนเหนือของนครบริสเบน ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงาน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศ

ชีวิตในวัยเด็กของรัดด์ ถือเป็นประสบการณ์เลวร้าย เพราะหลังจากสูญเสียบิดาไปตั้งแต่อายุ 11 ปี ครอบครัวก็เหลือเพียงแม่ และพี่น้องต้องอยู่อย่างยากจน และไม่มีที่อยู่ จนต้องยอมนอนในรถ เพราะไม่มีที่ไป ชีวิตอันขัดสนของเขาเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนฝูงสมัยเรียนมัธยม แต่รัดด์ถือเป็นเด็กเรียนเก่ง และเคยชนะการประกวดนักพูดของรัฐควีนส์แลนด์ ที่จัดโดยสโมสรโรตารี่

เมื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ เขาเลือกเรียนสาขาเอเชียศึกษา เอกภาษาจีน และประวัติศาสตร์จีน จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่กว่าจะจบ เขาต้องหารายได้เสริมด้วยการเป็นคนทำความสะอาดบ้านให้กับอาจารย์คนหนึ่งมาตลอด ก่อนจะมีโอกาสไปศึกษาต่อเกี่ยวกับประเทศจีน ที่กรุงไทเป ของไต้หวัน เมื่อจบการศึกษา จึงทำงานเป็นทูตที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นเวลา 8 ปี

ด้วยความสนใจการเมือง และใฝ่ฝันอยากเป็นนายกฯ เขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนมารับตำแหน่งหัวหน้าทีมงานของหัวหน้าพรรค และด้วยฝีมือการทำงานที่เป็นที่ยอมรับ เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรีเงาประจำกระทรวงการต่างประเทศ และเป็น ส.ส.ของรัฐควีนส์แลนด์ 2 สมัย ก่อนได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2538

บทบาทของเขาในพรรคที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้รัดด์ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคในปี 2549 โดยไม่ได้ใช้เส้นสาย ในปีถัดมา เขาสร้างประวัติศาสตร์ นำพาพรรคแรงงาน ชนะการเลือกตั้งเหนือพรรคเสรีนิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้แบบถล่มทลาย และเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2550 – 24 มิถุนายน 2553 ต่อจากนายจอห์น โฮเวิร์ด

ขณะดำรงตำแหน่ง เขาเป็นนักการเมืองที่มีคะแนนนิยมดีมาก แม้เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว และมั่นใจในความสามารถของตนเองอย่างยิ่ง โดยนโยบายที่ครองใจชาวออสเตรเลียมากที่สุด ได้แก่ การสั่งถอนทหารออกจากสงครามอิรัก ขณะเดียวกัน ก็ส่งทหารเข้าไปประจำการในอัฟกานิสถาน เพื่อป้องกันการก่อการร้าย ควบคู่กับการปฏิรูประบบสุขภาพ การศึกษา และกฎหมายแรงงานครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองของนายรัดด์ต้องสะดุด เมื่อเขายกเลิกนโยบายขายโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วหันไปลงนามพิธีสารเกียวโต เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซแทน นอกจากนี้ ยังแก้ไขระบบจัดเก็บภาษีกับธุรกิจเหมืองแร่ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สร้างความไม่พอใจแก่นักธุรกิจเป็นอย่างมาก ส่งผลให้คะแนนนิยมตกต่ำถึงขีดสุด และถูกพรรคแรงงานกดดันจนต้องยอมลาออก และหันไปผลักดันนางจูเลีย กิลลาร์ด เป็นนายกรัฐมนตรีแทน นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา

ในด้านสุขภาพ เขาเคยเข้ารับการผ่าตัดลิ้นหัวใจถึงสองครั้ง ซึ่งเป็นผลจากอาการป่วยไข้รูมาติกในวัยเด็ก แต่ปัจจุบัน เขามีสุขภาพแข็งแรงดี พร้อมสำหรับการเป็นตัวแทนพรรคแรงงาน ลงชิงตำแหน่งนายกฯสมัยที่ 2 แทนนางกิลลาร์ดอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก Paparorn
http://news.voicetv.co.th/global/74015.html