สวัสดิการสังคมในประเทศออสเตรเลีย

Social-Benefitประเทศออสเตรเลีย มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่าประเทศไทย (และสูงกว่านิวซีแลนด์) กล่าวคือ ได้คะแนนตามดัชนีการพัฒนามนุษย์ของ UNDP (Human Development Index – HDI) อันดับ 3 จาก 177 ประเทศ (ไทยอยู่อันดับที่ 73) มี GDP สูงเป็นอันดับที่ 10 (ไทยอยู่อันดับที่ 66) มี GDP per capita เฉลี่ยที่ 32,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ไทย $ US 7,595) มี Gini index: 35.2 (ไทย 43.2) ซึ่งแสดงว่า มีการกระจายความมั่งคั่งดีกว่าของไทย ช่องว่างระหว่างคนรวย คนจนมีน้อยกว่าของประเทศไทย

ออสเตรเลียมีประชากร ประมาณ 20 ล้านคน เนื่องจากเป็นทวีปที่กว้างใหญ่ มีขนาดถึง 7.6 ล้าน ตารางกิโลเมตร แต่ภูมิประเทศตอนกลางเป็นทะเลทราย ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามเมืองหลวงของแต่ละมลรัฐ (6 รัฐ 2 เขตพิเศษ) ซึ่งอยู่ตามชายฝั่งแทบทั้งหมด ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ย 80 ปี (ไทย 70 ปี) อัตราอ่านออกเขียนได้ร้อยละ 99

ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ รัฐบาลออสเตรเลีย จึงให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ประชาชนของตน และเน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้การดูแลชาวอะบอริจิ้นซึ่งมาฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และทางการเมืองด้อยกว่าคนกลุ่มอื่นๆที่อาศัยในประเทศ เป็นพิเศษ และโดยที่ประเทศมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก แต่ประชากรน้อย ในช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา ออสเตรเลียจึงมีนโยบายต้อนรับผู้มีการศึกษาจากประเทศต่างๆให้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศของตน

ออสเตรเลีย แบ่งการบริหารราชการออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับรัฐบาลกลาง (federal) ระดับมลรัฐ/เขตพิเศษ (state/territory) และระดับท้องถิ่น – เทศบาล (local government) แต่ละระดับจะแบ่งบทบาทหน้าที่กันชัดเจน และแต่ละรัฐ และแต่ละท้องถิ่นสามารถออกกฎหมาย นโยบายของตนเองได้ ที่ไม่ขัดแย้งต่อกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลกลาง

การจัดสวัสดิการสังคมของประเทศออสเตรเลีย

  1. ประเภทของคนที่อยู่ในข่ายรับสวัสดิการสังคมจากรัฐ แม้ประเทศออสเตรเลียจะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมและสาขาอื่นๆในระดับสูง มีทรัพยากรธรรมชาติมาก ประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนา รวมทั้งไทย แต่ก็มีประชาชนที่ต้องรับความช่วยเหลือจากรัฐจำนวนมากเช่นกัน กลุ่มคนเหล่านี้ ได้แก่ คนจน คนพิการ คนพื้นเมือง นอกจากนั้นก็มี เด็ก เยาวชนที่ได้งานที่มีรายได้น้อย คนว่างงาน คนป่วยเรื้อรัง คนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ครอบครัวที่หย่าร้างกัน (พ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลี้ยงลูกตามลำพัง) หรือคนที่มีลูกมาก คนต่างด้าวที่อพยพมาอย่างถูกกฎหมายและเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ในออสเตรเลีย กลุ่มคนเหล่านี้รวมกันประมาณ 2.5 – 3 ล้านคน (จากจำนวนพลเมืองทั้งประเทศ 20 ล้านคนนอกจากนี้ ออสเตรเลียยังประสบปัญหาเรื่องการเล่นการพนัน โดยประชาชนจำนวน 400,000 คน เล่นการพนันประจำ และทำให้คนในครอบครัวและชุมชนจำนวน 3.2 ล้านคน กระทบกระเทือนตามไปด้วย (สาเหตุหนึ่ง คือ แต่ละมลรัฐเปิดโอกาสให้มีการเล่นพนันถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งในรูปแบบคาสิโน ตู้เกมที่เล่นพนัน (slot machine) จากการบรรยายของผู้แทนกระทรวง FaCSIA ออสเตรเลียมีตู้พนันจำนวนถึง 25 % ของปริมาณตู้พนันลักษณะเดียวกันทั้งโลก 
    รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนของตนมากดังนั้นจึงจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีประมาณ 25 % ของงบประมาณแผ่นดิน เพื่อการนี้
  2. แนวคิดหลัก : หลักการเสรีนิยม โดยภาพรวมแล้วกล่าวได้ว่าการจัดสวัสดิการสังคมของประเทศออสเตรเลียในปัจจุบันเป็นไปในแนวทางเสรีนิยม สิ่งที่สะท้อนหลักการดังกล่าวปรากฏในหลายด้าน อาทิ การใช้หลักให้ผู้รับบริการต้องมีส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่าย (users pay) การพยายามลดบทบาทของรัฐลักษณะต่าง เช่น นโยบายการเลิกสถานสงเคราะห์ (deinstitutionalization) หรือแม้แต่การเรียกผู้รับบริการว่า ‘ลูกค้า’ (customer) แม้รัฐพยายามลดภาระในเรื่องเหล่านี้ แต่ความรับผิดชอบในด้านงบประมาณยังคงเป็นของรัฐอย่างเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงจึงปรากฏเฉพาะในด้านวิธีการปฏิบัติหรือวิธีการจัดเป็นสำคัญ
    หากสิ่งแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองของประเทศไทยยังคงเป็นไปดังเช่นในปัจจุบันแล้ว แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมแบบออสเตรเลียน่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย กล่าวคือรัฐต้องลดบทบาทในการเป็นผู้จัดสวัสดิการให้น้อยลงแต่ส่งเสริมให้ครอบครัว องค์กร เอกชน และสังคมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น บทบาทของรัฐคงเหลืออยู่เพียงการให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ การส่งเสริมทางวิชาการ และประสานงานในด้านกฎระเบียบและการบริหาร จัดการ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้คงต้องใช้เวลาพอควร ประเด็นที่จะรายงาน ต่อไปนี้ในหลายกรณีจะสะท้อนถึงหลักเสรีนิยมที่กล่าวมาข้างต้น
  3. รูปแบบการให้บริการ
    1. การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย การจัดการด้านเคหะสงเคราะห์ของรัฐสามารถแก้ไขปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัยของประชากรได้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและงบประมาณที่แต่ละรัฐมี (เช่น ทำได้ดีในกรุงแคนเบอรร์ร่า แต่ยังไม่พอเพียงในรัฐนิวเซาธ์เวลส์) เคหะสงเคราะห์มีทั้งที่เป็นแฟลต และบ้านหลายขนาด ผู้มีสิทธิเข้าอยู่อาศัยต้องผ่านการทดสอบรายได้และต้องจ่ายค่าเช่า สิทธิการเช่าคงอยู่ตลอดไปตราบใดที่ผู้นั้นยังคงมีรายได้น้อยและสามารถจ่ายค่าเช่าได้ อย่างไรก็ตามระยะเวลาของการอาศัยในเคหะของรัฐโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 5 ปี การย้ายออกเป็นเพราะบุคคลผู้นั้นมีฐานะดีขึ้น จึงหมดสิทธิการเช่า หรือประสงค์จะย้ายออกด้วยเหตุผลอื่นๆ 
      นอกจากการสร้างเคหะสถานของรัฐแล้ว การสนับสนุนด้านค่าเช่าบ้านเป็นอีกวิธีหนึ่งที่รัฐใช้ (rent assistance) ด้วย วิธีนี้ผู้ที่มีความจำเป็นไม่ต้องรอคอยเคหะสงเคราะห์ของรัฐ แต่สามารถใช้บริการบ้านเช่าของเอกชนได้โดยค่าเช่าส่วนหนึ่งเป็นเงินช่วยเหลือจากสวัสดิการสังคม แนวทางนี้อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประเทศไทยสามารถใช้ได้ เพราะการสร้างบ้านจำหน่ายแก่ประชาชนสามารถกระทำได้จำกัด และต้องใช้เวลาและงบประมาณเป็นจำนวนมาก การเปลี่ยนมาใช้วิธีการทำนองเดียวกับออสเตรเลียน่าจะช่วยขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้กว้างขวางขึ้น กล่าวคือจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้ที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็เรียกเก็บค่าเช่าจากเคหะสถานที่รัฐจัดสร้างขึ้น แทนที่จะใช้วิธีขายซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดผู้มีสิทธิแทนที่จะใช้วิธีการปลูกให้เช่าซึ่งผู้รับบริการจะมีมากขึ้นเนื่องจากเกิดการหมุนเวียนการเข้าอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าเช่าที่จัดเก็บราคาถูกก็ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้เคหะสงเคราะห์เหล่านั้นคงอยู่ในระยะยาว
    2. การสงเคราะห์ผู้พิการ การสงเคราะห์ผู้พิการเป็นไปตามนโยบายการเลิกสถานสงเคราะห์กล่าวคือ รัฐพยายามหาทางให้การดูแลผู้พิการกลายเป็นเรื่องของครอบครัวและชุมชน ในทางปฏิบัติ รัฐจะจ่ายเงินให้กับผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้พิการในครัวเรือน (carer payment) สวัสดิการในด้านนี้ทำให้การรับภาระในการดูแลผู้พิการในครัวเรือนเป็นไปได้มากขึ้น นอกจากนั้นรัฐยังมีนโยบายส่งเสริมบ้านสำหรับคนพิการ (group home) บ้านดังกล่าวอยู่ในชุมชนและในแต่ละหลังจะมีผู้พิการอาศัยอยู่ร่วมกันประมาณ 5 คน การอยู่ร่วมกันของผู้พิการ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในเวลาเดียวกันรัฐก็มิได้ทอดทิ้งโดยจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมเยียนเพื่อให้การช่วยเหลือเพิ่มเติม
      นอกจากสวัสดิการเหล่านี้แล้วรัฐยังมีเงินสงเคราะห์บางประเภทที่จ่ายเพื่อช่วยให้ คนพิการสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ดีพอควร อาทิ เงินช่วยค่าเดินทางและอื่น ๆ การสนับสนุนเหล่านี้ทำให้นโยบายการใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐานในการสงเคราะห์คนพิการเป็นไปได้
    3. การช่วยเหลือคนพิการในตลาดแรงงาน รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ใช้วิธีการบังคับให้สถานประกอบการจ้างคนพิการทำงาน แต่ใช้มาตรการหลายประเภทที่สามารถช่วยเหลือการทำงานในตลาดแรงงาน อาทิ
      - กฎหมายห้ามกีดกันการจ้างงาน มาตรการแรกคือกฎหมายห้ามกีดกัน การจ้างงาน บุคคลใดที่มีความสามารถในการทำงานนั้น ๆ ต้องได้รับโอกาสการจ้างงานอย่าง เท่าเทียมกัน กฎหมายนี้จึงเป็นการสร้างสิทธิพื้นฐานด้านโอกาสการทำงานให้กับผู้พิการ 
      - การให้เงินสนับสนุนค่าจ้าง ทางหนึ่งที่รัฐสามารถใช้ได้คือการให้เงิน สนับสนุน หรือเงินชดเชยค่าจ้างให้กับนายจ้างที่จ้างงานคนพิการ (wage subsidy) การช่วยเหลือลักษณะนี้ช่วยลดต้นทุนด้านค่าจ้างของนายจ้าง ขณะดียวกันก็เป็นการชดเชยผลิตภาพการทำงานของคนพิการที่อาจจะมีน้อยกว่าคนปกติให้กับนายจ้าง 
      - บริการช่วยเหลือโดยตรง การช่วยเหลือที่เป็นบริการแก่ผู้พิการโดยตรงปรากฏในหลายลักษณะนับตั้งแต่ การจัดหางาน การช่วยกรอกใบสมัครงาน การติดต่อกับ นายจ้าง การให้คำแนะนำในการสัมภาษณ์งาน การฝึกอาชีพ ตลอดจนการประสานให้การ ช่วยเหลือกับนายจ้างที่ต้องเตรียมจัดสถานที่และเครื่องมือการทำงานให้เหมาะสมกับการทำงานของผู้พิการ
    4. การจ่ายบำนาญให้แก่ผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย กฎหมายของออสเตรเลียกำหนดให้ประชาชนปลดเกษียณจากงานที่ทำอยู่ โดยเพศชายเกษียณเมื่ออายุครบ 65 ปี และเพศหญิงเมื่ออายุ 63 ปี หกเดือน หากเงินบำนาญที่ได้รับ (ประมาณ 25 % ของรายได้เฉลี่ยก่อนเกษียณ) สูงกว่าเส้นรายได้ขั้นต่ำ ผู้สูงอายุเหล่านี้ก็จะได้รับเพียงเงินบำนาญของตน แต่หากเงินบำนาญน้อยกว่าเส้นความยากจน คนชราเหล่านี้จะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เพิ่มเติมให้เท่ากับอัตรารายได้ต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีรายได้น้อย ก็มีโอกาสรับเงินสงเคราะห์ได้เช่นกัน การกำหนดอัตรารายได้ขั้นต่ำของแต่ละคน (เพื่อจะได้รับสิทธิในการรับเงินสงเคราะห์) ค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นฐานะเดิม ทรัพย์สินที่มี รายได้ จำนวนบุตรหรือผู้ที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดู ภาระในการจ่ายค่ารักษาโรคประจำตัว ฯลฯ แต่อาจกล่าวได้ว่า โดยทั่วไปแล้ว ชาวออสเตรเลียต้องมีรายได้อย่างน้อย 17,500 ดอลล่าร์ออสเตรเลียต่อปี (ประมาณ 560,000 บาทต่อปี) หากต่ำกว่านี้จะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในรูปแบบต่างๆ 
    5. การจ่ายค่ารักษาพยาบาล รัฐบาลได้จัดบริการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนของตน โดยใช้ระบบประกันภัย ซึ่งประชาชนที่เสียภาษีให้รัฐ จะได้รับสิทธิดังกล่าวนี้ ในกรณีที่ไปรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลและจ่ายค่ารักษาไปก่อนสามารถนำใบเสร็จมาเบิกที่ Centrelink ได้ 
    6. การจ่ายเงินอุดหนุนครอบครัว รัฐบาลมีนโยบายสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง และสร้างกำลังคนของประเทศในอนาคตที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงกำหนดให้มีการสนับสนุนทางการเงินแก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย อาทิครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน จะได้รับเงินประมาณ 20,000 ดอลล่าร์ออสเตรเลียต่อปี เพื่อให้พ่อแม่สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสมอัตภาพ ซึ่งปัจจุบันมีครอบครัวประมาณ 8 % ของทั้งหมดได้รับความช่วยเหลือด้านนี้ นอกจากนี้ รัฐยังจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเด็กอีกประมาณปีละ 3,000-5,000 ดอลล่าร์ออสเตรเลียต่อคนต่อปี (จนกว่าเด็กอายุครบ 6 ปี)
    7. การให้สวัสดิการแบบเบ็ดเสร็จ ตัวอย่างการจัดสวัสดิการในประเทศออสเตรเลียสะท้อนถึงการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จและควบวงจร ยกตัวอย่าง เช่น บริการด้านครอบครัวที่ Centacare (องค์กรการกุศล สนับสนุนโดยโบสถ์คริสต์) จัดประกอบด้วยบริการก่อนการตั้งครอบครัว บริการระหว่างการใช้ชีวิตร่วมกัน และบริการแก้ไขปัญหาหากเกิดครอบครัวแตกแยก บริการเหล่านี้มีขอบเขตชัดเจน เช่น บริการกรณีครอบครัวแตกแยกจะไม่ให้ความสำคัญกับการหาทางให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกัน แต่จะเน้นที่การแบ่งทรัพย์สิน สิทธิการเลี้ยงดูเด็ก ทั้งนี้เด็กจะเป็นเป้าหมายสำคัญ 
      นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้วการให้การสงเคราะห์ในหลายกรณีแสดงถึงการช่วยเหลือเป็น package ที่จะช่วยผู้รับการสงเคราะห์ได้มากขึ้น เช่น ผู้ได้รับบำนาญชราภาพจะได้รับ บัตรลดราคา และเงินช่วยเหลือค่ายาไปพร้อมกัน การสงเคราะห์เป็นชุดแม้สิ้นเปลืองงบประมาณมากขึ้นแต่ก็ช่วยให้การแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้อย่างแท้จริง
    8. การจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำสองระดับ คำอธิบายเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาแรงจูงใจในการทำงานยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 2 ระดับ อันได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานที่มีอายุ 16-18 ปี และค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานผู้ใหญ่ การกำหนดค่าจ้างแรงงานในลักษณะนี้เท่ากับยอมรับให้ผู้ที่พ้นวัยการศึกษาภาคบังคับ แต่ยังมีอายุไม่เกิน 18 ปี (ซึ่งยังคงถือเป็นแรงงานเด็กตามมาตรฐานสากล) สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตามการกำหนดค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานผู้ใหญ่แสดงถึงการที่รัฐไม่ส่งเสริม การทำงานของเยาวชน การกำหนดค่าจ้างในลักษณะนี้ทำให้เยาวชนที่จำเป็นต้องมีรายได้ สามารถหางานทำได้ง่ายขึ้น (เพราะนายจ้างจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าผู้ใหญ่อย่างถูกกฎหมาย) จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินสงเคราะห์จากรัฐ ขณะเดียวกันก็สามารถทำงานไปพร้อมกับการศึกษาต่อเนื่องได้ 
    9. การสนับสนุนประชาชนให้ทำงานอาสาสมัคร รัฐบาลออสเตรเลียนอกจากจะให้ความสำคัญกับการจัดบริการสังคมแก่ประชาชนของตนแล้ว ยังมีนโยบายที่แฝงมากับการจัดสวัสดิการเรื่อง การส่งเสริมให้คนในชุมชนทำงานเพื่อชุมชนของตนเองด้วย เพราะเชื่อว่า คนเหล่านี้ย่อมตั้งใจทำงานและจะส่งผลดีต่อชุมชนและประเทศในภาพรวม นโยบายนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถช่วยเหลือกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ อาทิ คนพิการ คนชรา ผู้ป่วย หรือแม้แต่การทำงานสาธารณะภายในชุมชนของตน ดูแลเรื่องสภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชน หน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนจะฝึกอบรมให้อาสาสมัครรู้วิธีการทำงานที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย และจัดสรรค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งให้ เป็นสินน้ำใจ (แต่ไม่มากเท่าการไปรับจ้างทำงานประจำตามหน่วยงานต่างๆ) 
    10. การสนับสนุนองค์กรชุมชน รัฐบาลมีนโยบายให้องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนทั้งหลายสามารถเสนอโครงการพัฒนาชุมชนของตนได้ โดยจะมีการพิจารณาโครงการปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะมีองค์กรชุมชนประมาณ 150 แห่งได้รับทุนสนับสนุน รวมเป็นเงินประมาณ 20 ล้านดอลล่าร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 640 ล้านบาท) โครงการที่เสนอโดยชุมชนเหล่านี้ จะเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนของตน ดำเนินงานโดยคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแบบอาสาสมัคร หรือ มีการจ้างมืออาชีพมาช่วยดำเนินการก็ตาม ทั้งนี้ รัฐบาลจะพิจารณาโครงการที่เน้นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของประชาชน และสามารถแก้ไขปัญหาด้านเด็ก ครอบครัว และชุมชนไปในเวลาเดียวกัน
  4. การทำงานแบบมืออาชีพ ทุกหน่วยงานที่ไปดูงานมีการทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง (อาจทำเอง ร่วมมือกับหน่วยงานอื่น หรือจ้างให้หน่วยงานอื่นทำ) ทำให้สามารถปรับปรุงคุณภาพการทำงานของตนได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ แต่ละหน่วยงานยังมีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ มีการเปิดช่องทางให้ “ลูกค้า” ติดต่อกับหน่วยงานของตนทั้งทางโทรศัพท์ (เบอร์หน่วยงานเหล่านี้จะเสียค่าบริการราคาถูก เพียง 30 เซ็นต์) และหากเป็นหน่วยงานให้บริการตรง (อาทิ Centrelink ) “ลูกค้า” สามารถโทรศัพท์หาได้ตลอด 24 ชั่วโมง กรณีที่ผู้กำหนดนโยบายของหน่วยงานระดับสูง (นักการเมือง) กำหนดนโยบาย หรือออกกฎหมายที่ไม่เหมาะสม หน่วยงานต่างๆจะเสนอแนะทางเลือกใหม่ โดยมีข้อมูลจากงานวิจัย หรือบทเรียนต่างๆที่ผ่านมาในอดีตสนับสนุน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานได้ เพราะนักการเมืองเองก็ไม่ประสงค์จะถูกประชาชนต่อต้าน (เพราะกำหนดนโยบายหรือกฎหมายที่ไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพ) เช่นกัน ในส่วนการทำงานของรัฐบาลก็มีการศึกษาปัญหาของประชาชนก่อนที่จะกำหนดนโยบาย และขับเคลื่อนกฎหมายใดๆสนับสนุน มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยตลอดเวลา เช่น การปรับอัตราเงินสงเคราะห์จะมีการทบทวนทุก 6 เดือน หากดัชนีเศรษฐกิจเปลี่ยนก็จะปรับอัตราตามไปด้วย

 

ที่มา: บทความจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์