แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจออสเตรเลียหลังเลือกตั้ง

591293-carbon-tax

Tony Abbott เข้ามาถูกจังหวะ

แม้เศรษฐกิจออสเตรเลียกำลังอยู่ในช่วงขาลง หลังจากช่วงขาขึ้นจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่กำลังสิ้นสุด เศรษฐกิจเริ่มชะลอการเจริญเติบโต อัตราการว่างงานกำลังเพิ่มขึ้น และรัฐบาลดำเนินงบประมาณแบบขาดดุล แต่นาย Tony Abbott ผู้นำกลุ่มแนวร่วมสายอนุรักษ์นิยมที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 กันยายน) กำลังเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในจังหวะทีพอเหมาะพอดี เพราะสถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ และนาย Abbott สามารถโทษว่าเป็นผลมาจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดก่อน

เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัว เศรษฐกิจยุโรปเริ่มออกจากภาวะถดถอย เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตได้มากที่สุดในรอบหลายปี และที่สำคัญที่สุดคือเศรษฐกิจจีน ซึ่งสถิติด้านการผลิตและการค้าที่ดีขึ้น ทำให้จีนมั่นใจได้ว่าภาวะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว (Hard landing) จะไม่เกิดขึ้น

สถานการณ์ในจีนเป็นข่าวดีมากสำหรับเศรษฐกิจออสเตรเลีย ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปจีนสูงถึงหนึ่งในสาม ประกอบกับเงินดอลลาร์ออสเตรเลียที่อ่อนค่าลง จะทำให้ออสเตรเลียผลิตและส่งออกได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงรัฐบาลที่แล้ว

หนี้สาธารณะของออสเตรเลียยังอยู่ในระดับต่ำ และเป็นที่แน่นอนว่าออสเตรเลียจะยังรักษาอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA ไปได้อีกยาวนาน แม้ที่ผ่านมานาย Abbott จะโจมตีการดำเนินงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาดำเนินงบประมาณแบบเกินดุลในระยะใกล้ ซึ่งนาย Abbott อาจยืดระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายเกินดุล ร้อยละ 1 ของ GDP ออกไปนานถึง 10 ปี

ภาคธุรกิจให้การตอบรับการเข้ามาของนาย Abbott อย่างดี หลังจากความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างภาคธุรกิจกับรัฐบาลที่แล้วในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายต่างๆ ของนาย Abbott เน้นสนับสนุนภาคธุรกิจ และตลาดเสรีมากขึ้น

หลังการห้วงเวลาของการเลือกตั้งนาน 9 เดือนสิ้นสุดลง นโยบายต่างๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และเริ่มลงทุนอีกครั้ง

รัฐบาลของนาย Abbott จะมุ่งลดขั้นตอนและกฎระเบียบต่างๆในระบบราชการ ลดกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายให้ภาคธุรกิจได้อย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียนอกจากนี้ นาย Abbott จะยกเลิกภาษีจากกำไรของเหมืองแร่ เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการสร้างงานและการเจริญเติบโต และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงร้อยละ 1.5 ให้กับบริษัทที่ไม่อยู่ในกลุ่ม 3,000 บริษัทที่ใหญ่ที่สุด

รัฐบาลของนาย Abbott จะดำเนินนโยบายประชานิยมบางประการเช่นกัน ได้แก่ การยกเลิกภาษีคาร์บอนที่เสนอในรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งน่าจะสร้างความนิยมต่อรัฐบาลจากหลายฝ่ายได้ดี เนื่องจากเป็นภาษีที่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักทั้งจากภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และนโยบายสิทธิประโยชน์ลาคลอดนาน 6 เดือน ที่ให้เงินช่วยเหลือสูงถึง 75,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจเช่นนโยบายแรก

นาย Abbott มีแผนที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเช่นกัน ได้แก่ นโยบายบรอดแบนด์ที่ทำต่อจากรัฐบาลที่แล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบจากเครือข่ายผูกขาด เป็นเครือข่ายที่ให้เอกชนแข่งขันกันเอง และนโยบายสร้างถนนใหม่ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตชานเมือง

แม้กลุ่มแนวร่วมที่นำโดยนาย Abbott จะชนะการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย เขาอาจต้องประสบความยากลำบากในการดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ เนื่องจากกลุ่มแนวร่วมของเขาไม่ชนะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกับสภาผู้แทนราษฎรอย่างเด็ดขาด และจำเป็นต้องพึ่งสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคการเมืองขนาดเล็กในการผ่านนโยบายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรัฐบาลของออสเตรเลียในครั้งนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก เนื่องจากไม่ใช่คู่ค้าหลักของออสเตรเลีย ออสเตรเลียมุ่งให้ความสำคัญกับประเทศเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนความสำคัญที่ออสเตรเลียให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นจะมุ่งไปที่อินโดนีเซียเป็นหลัก ในฐานะประเทศที่มีความสำคัญที่สุด ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และบทบาทในฐานะผู้นำอาเซียน


ที่มาภาพ: news.com.au