ทั่วโลกแบนเนื้อแช่แข็งจากบราซิล ซัพพลายขาด-ออสเตรเลียรับอานิสงส์

บราซิลเป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อและสัตว์ปีกเบอร์หนึ่งของโลก โดยเนื้อแช่แข็งเป็นสินค้าส่งออกหลักถึง 74% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของบราซิล กำลังเผชิญวิกฤตหนักจากปัญหาเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งยังลากยาวไปถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังลึกมานานในระบบราชการ

news 27 03 17 03 01

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของประเทศยังถดถอยรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เกิดการประท้วงในสมัยอดีตประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟฟ์ จากวิกฤตการณ์เนื้อแช่แข็งเน่าเสียเริ่มบานปลายจนนานาชาติไม่มั่นใจและสั่งระงับการนำเข้าอย่างไม่มีกำหนด ทั้งคู่ค้ารายใหญ่จากสหภาพยุโรป (อียู) และอีกอย่างน้อย 11 ประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ชิลี สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา และเม็กซิโก เป็นต้น

เหตุอื้อฉาวนี้เริ่มต้นมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของบราซิลสืบสวนพบว่า ผู้ผลิตเนื้อแช่แข็งรายใหญ่ในบราซิลอย่าง เจบีเอส และ บีอาร์เอฟ ได้ติดสินบนพนักงานควบคุมคุณภาพ เพื่อให้รับรองผลิตภัณฑ์เน่าเสียเหล่านั้นว่าผ่านมาตรฐานสำหรับการบริโภค ทั้งยังอาจมีสารปนเปื้อนไปยังประเทศคู่ค้าของบราซิลด้วย เป็นเหตุให้หลายประเทศทั่วโลกประกาศระงับการนำเข้าเนื้อแช่แข็งจากบราซิลเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบีย ผู้ซื้อเนื้อไก่รายใหญ่อันดับ 2 ของบราซิล ก็ได้สั่งเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าจากบราซิลเช่นกัน

ทางการบราซิลประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักให้แก่ "บราซิล" โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกเนื้อแช่แข็งในตลาดจีนและฮ่องกง ที่ถือเป็นผู้นำเข้าเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดในปีที่ผ่านมา

มูลค่าการส่งออกเนื้อวัวแช่แข็งของบราซิลปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 55,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นตลาดส่งออก "เนื้อแช่แข็ง" ใหญ่ที่สุดของบราซิล คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 1 ใน 3 ด้วยมูลค่าการส่งออก 17,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกไปยังฮ่องกง เป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 718 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นักวิเคราะห์มองว่า กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการทุจริตในบราซิลที่ยังเป็นปัญหาฝังลึกในระบบราชการ ทั้งยังเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ทำให้มรสุมในแดนแซมบ้ารุนแรงหนักขึ้นไปอีก จากเศรษฐกิจย่ำแย่จากความเน่าเฟะของการคอร์รัปชั่นในระบบราชการ นับตั้งแต่กรณีทุจริตใน Petrobras รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ

ขณะที่ตัวเลขการเติบโต GDP ของบราซิลในปีนี้ อาจดิ่งลงอยู่ที่ -2.5% หรือหนักกว่านี้ (จาก -0.9% ปี 2016) สืบเนื่องจากวิกฤตการส่งออกเนื้อแช่แข็งที่เกิดขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจบราซิลชะงักยาว ขณะที่ทางการยังไม่สามารถระบุได้ว่า การสอบสวนและทางออกของปัญหาดังกล่าวจะเสร็จสิ้นเมื่อใด

ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อนั้นไม่ง่ายที่จะเรียกคืนในระยะเวลาอันสั้น

ขณะเดียวกัน ซีเอ็นบีซีรายงานว่า มีแนวโน้มที่จะเห็น "สงครามราคา" มากขึ้น หลังจากที่อุตสาหกรรมร้านอาหารและโรงแรมในจีนและฮ่องกง แม้ว่าจะมีการยกเลิกสัญญากับผู้นำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิล แต่เนื่องจากมีสต๊อกเก่าเหลือค้างอยู่

ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ในช่วงนี้ ผู้บริโภคอาจหลีกเลี่ยงการกินเนื้อวัว ส่งผลทำให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดชั่วคราว ซึ่งจะทำให้เกิดการหั่นราคาแข่งขัน ก่อนเข้าสู่ภาวะพลายขาดตลาด หรือราคาเนื้อแช่แข็งสูงขึ้นฉับพลัน โดยเฉพาะหากบราซิลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

ทั้งนี้ ริชาร์ด นอร์ตัน ซีอีโอ Meat & Livestock Australia (MLA) องค์กรวิจัยตลาดเนื้อสัตว์ของออสเตรเลีย กล่าวว่า "การระงับนำเข้าเนื้อแช่แข็งจากบราซิล จะส่งผลให้ราคาเนื้อในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยออสเตรเลียซึ่งเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 2 ของโลก จะได้รับอานิสงส์จากวิกฤตของบราซิลในครั้งนี้"

อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เนื้อแช่แข็งของออสเตรเลียอาจสามารถทดแทนได้ในบางส่วน เนื่องจากมีวิธีการเลี้ยงด้วยหญ้าแบบเดียวกับบราซิล แต่ปัจจุบันราคาเนื้อของออสเตรเลียมีราคาสูงขึ้นเพราะเผชิญกับภาวะแห้งแล้ง

ส่วนเนื้อจากประเทศอินเดียในฐานะผู้ส่งออกเบอร์ 1 ร่วมกับบราซิลในปี 2016 แม้จะมีสัดส่วนการส่งออกเนื้อแช่แข็ง 19.60% ของการส่งออกเนื้อในตลาดโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออก Carabeef หรือ เนื้อควาย ซึ่งไม่สามารถทดแทนเนื้อวัวของบราซิลได้ ทั้งยังเคยมีข้อกังขาเกี่ยวกับคุณภาพเนื้อวัวจากอินเดียก่อนหน้านี้ สำหรับเนื้อแช่แข็งจาก "แคนาดา" ผู้ส่งออกอันดับ 6 โลก ก็ไม่สามารถทดแทนตลาดคู่ค้าของบราซิลได้เช่นกัน เนื่องจากวิธีการเลี้ยงด้วยธัญพืช ทำให้คุณภาพของเนื้อวัวแตกต่างไป

ก่อนหน้านี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบราซิล ลงสู่ระดับ "ขยะ" พร้อมกับเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่บราซิลจะถูกปรับลดอันดับ

ความน่าเชื่อถือลงอีกในอนาคต หากแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเป็นลบ โดยชี้ว่าบราซิลยังขาดแนวทางริเริ่มทางการเมืองเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ เป็นสาเหตุให้ไม่สามารถรักษาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ ซึ่งในฐานะที่เป็นชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของละตินอเมริกา จึงทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกสะเทือนตามไม่น้อย

25 มี.ค. 2560
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490436514